TDEDKICK.COM

คาร์ดิฟฟ์ซิตี้

( Cardiff City )


website : http://www.cardiffcityfc.co.uk/
No. Name Type Join Out
17 ลี ทอมลิน ผู้เล่น 2017-07-13 -
- แมทธิว คอนนอลลี่ ผู้เล่น - -
22 โซล บัมบา ผู้เล่น 2016-10-10 -
12 อเล็กซ์ สมิธี่ส์ ผู้เล่น 2018-07-01 -
14 อัลเบิร์ต อโดมาห์ ผู้เล่น 2020-01-31 2020-08-01
33 จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ ผู้เล่น 2016-10-06 -
4 ชอน มอร์ริสัน ผู้เล่น 2014-08-15 -
25 โจ เดย์ ผู้เล่น 2019-07-01 -
3 โจ เบนเน็ตต์ ผู้เล่น 2016-08-27 -
21 แจ๊ซซ์ ริชาร์ดส์ ผู้เล่น 2016-07-19 -
23 แดนนี่ วอร์ด ผู้เล่น 2017-06-22 -
15 มาร์ลอน แพ็ค ผู้เล่น 2019-08-08 -
7 เลอันโดร บาคูน่า ผู้เล่น 2019-01-31 -
18 เกร็ก คันนิ่งแฮม ผู้เล่น 2018-07-01 -
16 เคอร์ติส เนลสัน ผู้เล่น 2019-07-01 -
19 นาธาเนียล เมนเดซ-เลียง ผู้เล่น 2017-07-01 -
1 นีล เอเธอร์ริดจ์ ผู้เล่น 2017-07-01 -
5 เอเดน ฟลินต์ ผู้เล่น 2019-07-19 -
10 ไอแซก วาสเซลล์ ผู้เล่น 2019-08-08 -
8 โจ รอลล์ส ผู้เล่น 2011-07-01 -
13 คัลลั่ม พาเตอร์สัน ผู้เล่น - -
6 วิลล์ วอล์คส์ ผู้เล่น 2019-06-27 -
9 โรเบิร์ต กลัตเซล ผู้เล่น 2019-07-31 -
11 จอช เมอร์ฟี่ ผู้เล่น 2018-07-01 -
24 แบรด สมิธ ผู้เล่น 2020-01-30 2020-08-01
- นีล แฮร์ริส โค้ช 2019-11-16 -
20 แกวิน ไวท์ ผู้เล่น 2019-07-30 -
- โอมาร์ โบเกิล ผู้เล่น - -
31 อารอน โบลเกอร์ ผู้เล่น 2019-07-01 -
30 เซียรอน บราวน์ ผู้เล่น 2018-01-01 -
32 แคเมอรอน โค็อกซ์ ผู้เล่น - -
2 ดิออน แซนเดอร์สัน ผู้เล่น 2020-01-31 2020-08-01
Tournament Join Out
Championship 2019-08-02 2020-07-23
EFL Cup 2019-08-05 2020-03-01
FA Cup 2019-11-07 2020-08-01
Club Friendlies 2019-12-31 2020-12-30

ประวัติ : คาร์ดิฟฟ์ซิตี้

สโมสรฟุตบอล คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ มีเรื่องราวความเป็นมายังไงถึงได้มาเล่นอยู่ในลีกของอังกฤษได้ทั้งๆที่จริงๆแล้วพวกเขาเป็นทีมฟุตบอลที่อยู่ในถิ่นมังกรแดงหรือประเทศเวลส์นั่นเอง โดยเดิมทีมีการก่อตั้งสโมสรแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 1899 จากคลับคริกเก็ตส์ในเมือง คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ โดยในกลุ่มสมาชิกของคลับได้รวมตัวกันประชุมและได้ข้อยุติที่บ้านของศิลปินที่ชื่อว่า บาร์ลี่ย์ วิลสัน หนึ่งในสมาชิกของคลับ พวกเขาตกลงจะหากิจกรรมให้นักกีฬาได้มีความฟิตอยู่ตลอดเวลาในช่วงฤดูหนาวจนนำไปสู่การก่อตั้งเป็นสโมสรฟุตบอลขึ้นมา การฟาดแข้งครั้งแรกของพวกเขาคือการลงแข่งในเกมอุ่นเครื่องเจอกับสโมสรท้องถิ่นอย่าง โซเฟีย การ์เด้น กราวด์ หลังจากนั้นอีกหนึ่งปีต่อมาสโมสรได้เข้าร่วมในการแข่งขันระดับเขตเมือง คาร์ดิฟฟ์ ต่อมาจากนั้นอีก 5 ปีหลังจากที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ได้สถาปนาคาร์ดิฟฟ์ให้เป็นเมือง จึงทำให้พวกเขาขอทางสมาคมฟุตบอลของประเทศให้สิทธิ์แก่พวกเขาในการเข้าร่วมการแข่งขันเกมลีกทางตอนใต้ของเวลส์และมณเม้าท์เชียร์ โดยใช้ชื่อสโมสรว่า คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ แต่กลับไม่ได้รับการอนุมัติเนื่องจากระดับผลงานของทีมยังมีไม่สูงมากนักจนทำให้พวกเขาต้องค่อยๆไต่เต้ามาจากลีกสมัครเล่นของเวลส์ตอนใต้ จนปีถัดมาก็สามารถขยับขึ้นมาเล่นในลีกอย่างเป็นทางการของเวลส์ทางตอนใต้พร้อมกับการใช้ชื่อสโมสรใหม่ว่า คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้

แต่หลังจากที่ขยับขึ้นไปเล่นในระดับอาชีพได้ไม่นานก็ถูกทางสมาคมบีบให้พวกเขาต้องลงมาเล่นอยู่ในดิวิชั่น 2 เนื่องจากสภาพความพร้อมของสนามเหย้าประจำทีมยังไม่ใหญ่พอไม่ได้มาตราฐานตามที่สมาคมฟุตบอลตั้งไว้ พวกเขาจึงใช้เวลาอยู่ใน ดิวิชั่น 2 อยู่นานสองนาน แต่พวกเขาก็สร้างฐานของแฟนบอลให้เพิ่มขึ้นโดยการจัดทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่องกับทีมในระแหวกใกล้เคียงทั้ง คริสตัล พาเลซ, มิดเดิ้ลสโบรห์ และ บริสตอล ซิตี้ เพื่อทำให้คนได้รู้จักสโมสรของพวกเขามายิ่งขึ้น ในปี 1910 สโมสรตัดสินใจย้ายบ้านมายังสนามเหย้ารังใหม่อย่าง นิเนียน พาร์ค และทำการลงแข่งขันอยู่ในลีกสองของเวลส์ตอนใต้ โดยได้แต่งตั้งให้ ดาวี่ แม็คดอว์กอล ซึ่งเป็นผู้เล่นอยู่ในทีมควบสองหน้าที่คือเป็นผู้จัดการทีมด้วยในเวลานั้นในปีนั้นพวกเขาทำผลงานด้วยการจบอันดับ 4 ต่อมาอีกปี ได้แต่งตั้งให้ เฟร็ด สจ๊วต นายเก่าของสโมสรฟุตบอล สต็อคพอร์ต ได้เข้ามารับไม้ต่อจาก ดาวี่ ที่ควบอยู่สองตำแหน่ง หลังจากนั้น เฟร็ด ก็สามารถพาทีมเลื่อนชั้นจาก เวลส์ ดิวิชั่น 2 ตอนใต้ได้ด้วยการเป็นแชมป์จนได้ตีตั๋วขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 ก่อนจะทิ่งทวนด้วยการครองสถิติ 1 ใน 4 ทีมที่ทำคะแนนดีที่สุดของลีก และก็ก้าวเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ฟุตบอลลีกของประเทศต้องหยุดพักการแข่งขันไป อย่างไรก็ดีเมื่อไฟสงครามเริ่มดับลงไปพวกเขากลับมาลงสนามใหม่อีกครั้งในปี 1920 โดยการลงเล่นอยู่ใน ดิวิชั่น 2 ของประเทศอังกฤษ การเริ่มต้นของพวกเขาเป็นไปได้ด้วยดีเมื่อพวกเขาสามารถจอดป้ายเป็นอันดับที่ 2 ของตารางคว้าโควต้าเลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 แบบอัตโนมัติแถมยังเกือบคว้าโทรฟี่ใบแรกให้กับทีมได้สำเร็จโดยการผ่านเข้ารอบไปถึงรองชนะเลิศในรายการ เอฟเค คัพ อังกฤษ หลังจากนั้นฤดูกาลที่ 3 ที่ขยับเลื่อนชั้นขึ้นมาพวกเขาเกือบจะคว้าแชมป์ลีกมาครองได้แล้วแต่ก็ดันไปพลาดท่าในเกมสุดท้ายที่ทำได้เพียงแค่การเสมอกับทีมคู่แข่งแย่งแชมป์อย่าง ฮัดเดอร์ฟิลด์ ทาวน์ ที่มีแต้มเท่ากันแต่ประตูได้เสียของพวกเขากับน้อยกว่า 1 ประตูส่งผลให้ความสำเร็จสูงสุดของพวกเขายังคงมาไม่ถึง และต้องเสียแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย ปีต่อมา หรือช่วงฤดูกาล 1927 คาร์ดิฟฟ์ สามารถเข้าทะลุไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศในรายการ เอฟเอ คัพ ที่เวมบ์ลี่ย์ สนามเหย้าประจำประเทศอังกฤษและเป็นพวกเขาที่สามารถเอาชนะยอดทีมจากกรุงลอนดอนอย่าง อาร์เซน่อล ไปได้ 1-0

ทำให้พวกเขากลายเป็นสโมสรแรกที่มาจากเวลส์และไม่ใช่สโมสรของประเทศอังกฤษคว้าถ้วยโทรฟี่ที่มีมายาวนานของแดนผู้ดีไปครองไว้ได้นับเป็นประวัติศาสตร์โทรฟี่ใบแรกของสโมสร ต่อมาหลังจากนั้นพวกเขาก็เดินทางกลับไปยังถิ่นเก่าอย่างเมือง คาร์ดิฟฟ์ มีแฟนบอลจำนวนไม่น้อยนับได้ราวๆ 150000 คนกำลังรอให้การต้อนรับพร้อมกับเฉลิมฉลองให้กับรางวัลที่พวกเขาได้มา และไม่เพียงการกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับแฟนบอลแล้ว คาร์ดิฟฟ์ ยังคว้าบอลถ้วยรายการ เวลส์ คัพ มาได้อีกในปีเดียวกัน และทิ้งผลงานในรายการ เอฟเอ แชริตี้ชิลด์ ไว้อีกหนึ่งแชมป์ แต่ฟ้าหลังฝนของพวกเขากลับไม่ได้ยืนยาวมากนักหลังจากนั้นผลงานของทีมก็เริ่มย่ำแย่ลงเรื่อยๆจนต้องตกชั้นลงไปอยู่ในดิวิชั่น 2 หลังจากนั้นในดิวิชั่น 2 อีก 2 ปีพวกเขาก็ต้องตกชั้นลงไปอยู่ใน ดิวิชั่น 3 ในช่วงฤดูกาล 1932-33 สโมสรสร้างสถิติยิงประตูถล่มทลายโดยการเอาชนะ เธมส์ ไป 9 ประตูต่อสอง แต่ผลงานของพวกเขาก็ไม่ได้ดีจบอยู่ในอันดับที่ 19 ของตารางหลังจากนั้นตามด้วยการสละเก้าอี้ผู้จัดการทีมอย่าง เฟร็ด สจ๊วต ที่รับใช้สโมสรแห่งนี้มายาวนานถึง 22 ปี เจ้านกพิราบสีน้ำเงิน ใช้เวลาเดินทางอยู่ใน ดิวิชั่น 3 จนถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่บรรดากิจการต่างๆในประเทศต้องถูกพักตัวลงไปและเริ่มกลับมาลงแข่งขันใหม่ในปี 1945 ปีแรกหลังจากกลับมาพวกเขาก็สามารถคว้าแชมป์ในลีก 3 ของประเทศมาได้ทำให้เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นอยู่ใน ดิวิชั่น 2 พร้อมกันนั้นกุนซือที่พาพวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นมาอย่าง บิลลี่ แม็คแคนเดิลส์ ก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งพร้อมกันนั้นก็ได้แต่งตั้งให้ ซีริล สปีเออร์ เข้ามารับไม้ต่อแต่ดูเหมือนว่าฝีไม้ลายมือของกุนซือเจ้าใหม่จะไม่ธรรมดาสามารถพา คาร์ดิฟฟ์ เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ในดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จหลังจบฤดูกาล 1951-52 ปิดฉาก 23 ปีที่รอคอยของแฟนบอลแต่การเดินทางบนลีกสูงสุดของอังกฤษสำหรับพวกเขาแล้วเป็นอะไรที่ยากลำบากไม่นานทีมก็ต้องล่วงตกชั้นลงมาในปี 1957 ก่อนอีก 2 ปีต่อมาจึงจะสามารถขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 ได้อีกครั้งตามต่ออีก 2 ปีหลังจากนั้นก็ต้องตกชั้นลงมาอีกรอบ

มีครั้งหนึ่งในอดีตที่ คาร์ดิฟ ได้โควต้าผ่านเข้าไปเล่นในรายการบอลถ้วยของยุโรป จากการที่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ เวลส์ คัพ มาครองไว้ได้แต่การก้าวไปสู่เวทียุโรปของพวกเขานั้นยังใหม่และขาดประสบการณ์ทำให้ผ่านทะลุเข้าไปได้ไม่ไกลก็ต้องตกรอบกลับมา แต่พอย้อนกลับมาดูเกมลีกในปีเดียวกันที่พวกเขาก้าวหน้าไปในบอลยุโรปกับต้องมาจมกับผลงานอันย่ำแย่ในดิวิชั่น 2 จนในที่สุดพวกเขาก็ต้องยอมรับกับชะตากรรมเตรียมตัวตกชั้นลงสู่ดิวิชั่น 3 จนพวกเขาก็ใช้เวลาวนเวียนอยู่ในวังวนของการตกชั้นเลื่อนชั้นระหว่าง ดิวิชั่น 3 และ 4 แม้ว่าพวกเขาจะพยายามยกระดับมาตราฐานการเล่นของตัวเองให้กลับมาดีแค่ไหนก็ยังต้องใช้เวลานานพอสมควรจนได้กลับขึ้นมาสู่ดิวิชั่น 3 ได้อีกครั้งในช่วงปี 1995 เช่นเดียวกันในปีนั้น คาร์ดิฟฟ์ โดนตัดสิทธิ์จากการลงเล่นในรายการยุโรปเนื่องจากมีความซับซ้อนของทีมระหว่างลีกอังกฤษและเวลส์แม้ว่าพวกเขาจะพยายามยื่นอุธรน์ให้กับทางสมาคมฟุตบอลแต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล พร้อมด้วยหนึ่งปีหลังจากนั้นก็ต้องตกชั้นลงไปเล่นในดิวิชั่น 3 เหมือนเคย ต่อมาในปี 2000 แซม แฮมแมน นักธุรกิจชาลเลบานอนเข้าควบกิจการของสโมสรขึ้นแท่นเป็นเจ้าของทีมคนใหม่และต้องการที่จะยกระดับสโมสรให้เป็นตัวแทนของประเทศเวลส์ จนเปลี่ยนชื่อทีมใหม่มาเป็น คาร์ดิฟฟ์ เซลติก และทำการยกเครื่องชุดแข่งในบ้านใหม่โดยหันมาใช้เป็น เขียว แดง และ ขาว แต่สุดท้ายไม่ผ่านการลงมติของเหล่าบรรดาแฟนบอลจนต้องยอมใช้ชื่อสโมสรเดิมในเวลาต่อมา การเข้ามาของ แฮมแมน ช่วยพา เจ้านกพิราบสีน้ำเงิน ทะยานขึ้นมาสู่ดิวิชั่น 1 ได้อีกครั้งในรอบ 18 ปี

แต่ในช่วงปี 2006 จากการทุ่มงบลงทุนเพื่อซื้อความสำเร็จในการเลื่อนชั้นขึ้นไปของ แฮมแมน กลับทำให้พบว่าสโมสรตกเป็นหนี้ก่อนใหญ่ทำให้เจ้าตัวต้องตัดสินใจขายทีมต่อให้กับ ปีเตอร์ ริดส์เดิ้ล ผู้นำในการสร้างสนามใหม่ให้กับสโมสรในช่วงฤดูกาล 2007-2008 นับเป็นรอบ 81 ปีของทีมที่สามารถผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศในรายการ เอฟเอ คัพ อังกฤษ แต่เทพีแห่งโชคไม่เป็นใจพวกเขาจึงเป็นได้เพียงแค่รองแชมป์จากการแพ้ให้กับ พอร์ตสมัธ ไปอย่างเฉียดฉิว ต่อมาในฤดูกาล 2010 วินเซนต์ ทัน เศรษฐีชาวมาเลเซียเข้าเทคโอเวอร์สโมสรต่อจาก ปีเตอร์ ริดเดิ้ลส์ และสถาปณาตัวเองขึ้นเป็นประธานสโมสร พร้อมกับการทำหน้าที่คุมเก้าอี้หัวหน้าบอร์ดบริหารของทีมด้วย ปีต่อมาได้แต่งตั้งให้ มัลคีย์ แม็คเคย์ ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมพร้อมกันนั้นการเข้ามาของ แม็คเคย์ ช่วยให้คาร์ดิฟสามารถเข้าชิงชนะเลิศในรายการ ลีก คัพ พร้อมกันนั้นยังพาทีมได้จับถ้วยแชมป์ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ จนพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่เวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปจากลีกสูงสุดยาวนานถึง 52 ปีเต็มๆ ผลงานการออกสตาร์ตของพวกเขาใน พรีเมียร์ลีก เป็นไปอย่างตะกุกตะกักจนทำให้ทางประธานสโมสรตัดสินใจปลด แม็คเคย์ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมและถูกแทนที่ด้วย โอเล่ กุนนาร์ โซชาร์ แต่น่าผิดหวังอย่างมากสำหรับการแต่งตั้ง โซชาร์ ขึ้นมาคุมทีมเขาทำให้ทีมต้องตกชั้นจาก พรีเมียร์ลีก ลงสู่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อีกครั้งตามมาด้วยการไล่ โอเล่ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม หลายฤดูกาลต่อมามีการเปลี่ยนไม้ผู้จัดการทีมมาเป็น รัสเซลล์ สเลด ก่อนจะที่จะได้ตัว เนล วอร์นอร์ก เข้ามาคุมทีมต่อในช่วงฤดูกาล 2016 และการเข้ามาของ วอร์นอร์ก ก็ไม่ทำให้แฟนบอล นกพิราบสีน้ำเงิน ต้องผิดหวังหลังจากการทำงานผ่านไปในหนึ่งปีเขาสามารถพาทีมทะยานขึ้นสู่เวทีสูงสุดของอังกฤษด้วยการคว้าอันดับ 2 ของลีก แชมเปี้ยนชิพ มาได้นั่นเองแต่สุดท้ายในฤดูกาล 2018-19 พวกเขาก็ต้องกลับมาเล่นอยู่ใน แชมเปี่ยนชิพ อีกครั้งหลังจากทำผลงานในพรีเมียร์ออกมาอย่างย่ำแย่จบในอันดับที่ 18 ของตารางส่งผลให้ต้องตกชั้นลงมาในที่สุด ( Updated : 8-5-2020 )

Top Goal Player