TDEDKICK.COM

เชลซี

( Chelsea )


website : http://www.chelseafc.com/
No. Name Type Join Out
13 วิลลี่ กาบาเยโร่ ผู้เล่น 2017-07-01 -
18 โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ผู้เล่น 2018-01-31 -
28 เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า ผู้เล่น 2012-08-24 -
10 วิลเลี่ยน ผู้เล่น - -
- วิคเตอร์ โมเซส ผู้เล่น 2012-08-24 -
11 เปโดร โรดริเกซ ผู้เล่น 2015-08-20 -
- แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ ผู้เล่น 2017-09-01 -
3 มาร์กอส อลอนโซ่ ผู้เล่น 2016-08-31 -
42 มาร์โก ฟัน คิงเกิล ผู้เล่น - -
8 รอสส์ บาร์คลีย์ ผู้เล่น 2018-01-05 -
17 มาเตโอ โควาซิช ผู้เล่น 2019-07-01 -
- ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า ผู้เล่น 2017-09-01 -
23 มิชี่ บาตชูอายี่ ผู้เล่น 2016-07-03 -
33 เอเมอร์สัน ผู้เล่น 2018-01-30 -
- ลูคัส เปียซอน ผู้เล่น - -
2 อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ผู้เล่น 2017-07-09 -
15 เคิร์ท ซูม่า ผู้เล่น 2014-01-31 -
5 จอร์จินโญ่ ผู้เล่น 2018-07-14 -
1 เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ผู้เล่น 2018-08-08 -
7 เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ผู้เล่น 2016-07-16 -
- บาบา ราห์มาน ผู้เล่น 2015-08-16 -
- ฮาคิม ซีเย็ค ผู้เล่น 2020-07-01 -
4 อันเดรียส คริสเตนเซ่น ผู้เล่น - -
- ติโม แวร์เนอร์ ผู้เล่น 2020-07-01 -
- แมตต์ เมียซก้า ผู้เล่น - -
- เคเนดี้ ผู้เล่น 2015-08-22 -
- ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ ผู้เล่น 2017-07-15 -
- ลูอิส เบคเกอร์ ผู้เล่น - -
12 รูเบน ลอฟตัส-ชีค ผู้เล่น - -
22 คริสเตียน พูลิซิช ผู้เล่น 2019-01-03 -
- ชาร์ลี มูซอนด้า ผู้เล่น - -
9 แทมมี่ อับราฮัม ผู้เล่น - -
29 ฟิกาโย โทโมรี ผู้เล่น 2019-07-01 -
19 เมสัน เมาท์ ผู้เล่น - -
- อิเค อั๊กโบ ผู้เล่น - -
- อีธาน อัมพาดู ผู้เล่น - -
31 เจมี่ คัมมิ่ง ผู้เล่น - -
24 รีซ เจมส์ ผู้เล่น - -
- มาร์ค เกฮี ผู้เล่น - -
20 คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ผู้เล่น - -
- แฟรงค์ แลมพาร์ด โค้ช 2019-07-04 -
47 บิลลี่ กิลมอร์ ผู้เล่น - -
63 เอียน มัตเซน ผู้เล่น - -
55 ฟาอุสติโน่ อันโจริน ผู้เล่น - -
Tournament Join Out
World Football Challenge 2012-07-18 2012-08-10
Premier League 2019-08-09 2020-07-26
EFL Cup 2019-08-05 2020-03-01
FA Cup 2019-11-07 2020-08-01
Champions League Final Stage 2020-02-17 2020-08-23
Club Friendlies 2019-12-31 2020-12-30

ประวัติ : เชลซี

เชลซี (Chelsea) ชื่อเต็ม (Chelsea Football Club) อยู่ในเขตฟูแล่ม ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลอนดอน ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1905 ที่ผับแห่งหนึ่งชื่อ เดอะไรซิงซัน (The Rising Son) โดยมี กุส เมียร์ส ได้ทำการเปลี่ยนแปลงสนามกรีฑาให้กลายเป็นสนามฟุตบอล และได้ใช้ชื่อว่า สแตมฟอร์ด บริดจ์ (Stamford Bridge) ในตอนั้นสโมสรได้ตั้งชื่อว่า ฟูแลม เอฟซี แต่ชื่อดันไปซ้ำกับสโมสรท้องถิ่นอย่างสโมสรฟูแล่ม เลยทำให้ช่วงแรกเดิมทีมีหลายชื่อที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทั้ง เคนชิงตัน เอฟซี, สแตมฟอร์ดบริดจ์ เอฟซี, ลอนดอน เอฟซี แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า “เชลซี เอฟซี” หลังจากนั้นสโมสรก็ได้เริ่มสร้างประวัติศาสตร์และชื่อเสียงได้ในปีแรกของการลงเล่นดิวิชั่น 1 ด้วยการคว้าแชมป์ในปี ค.ศ 1906-1907 และนั่นก็เป็นเพียงซีซั่นที่ 2 ที่ทำการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 1 หรือ ลีกสูงสุดของอังกฤษในตอนนั้น พอผ่านมาได้สักระยะสโมสรก็ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ระหว่างดิวิชั่น 1 กับดิวิชั่น 2 มาตลอด

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1915 สโมสรก็สามารถเข้าสู่รองชิงแชมป์เอฟเอคัพได้ แต่ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการเป็นรองแชมป์ จากความพ่ายแพ้ต่อ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ถึงแม้จะไม่ได้อะไร แต่ก็ทำให้สโมสรเริ่มเป็นที่รู้จักของเหล่าบรรดาแฟนคลับลูกหนังมากขึ้น แล้วในปี ค.ศ. 1919-1920 สโมสรก็ทำผลงานออกมาได้ยอดเยี่ยมด้วยการจบอันดับที่ 3 หลังจากจบฤดูกาลสโมสรก็ได้งบประมาณมากมาย และพอที่จะเสริมซุปเปอร์สตาร์และกุนซือชื่อดังเข้ามาบริหารทีม และหนึ่งในนั้นคือ อดีตกองหน้าของอาร์เซน่อลและอดีตทีมชาติอังกฤษอย่าง เท็ด เดร็ค (Ted Drake) ที่มาคุมทีมในปี ค.ศ. 1952 ได้ยกระดับและปรับเปลี่ยนโครงสร้างสโมสรให้ทันสมัยขึ้น โดยการโละกลุ่มนักเตะทหารหลวงวัยเกษียณ แล้วดึงทีมเยาวชนขึ้นมาเป็นกำลังหลักและมีรูปแบบการฝึกซ้อมกับระบบการเล่นอย่างหนัก หลังจากนั้นไม่ได้ เท็ด เดร็ค ก็พาสโมสรประสบความสำเร็จได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1954-1955 ด้วยการคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1

ต่อมาในปี ค.ศ. 1961 สโมสรได้มีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสโมสรใหม่เลยสั่งปลด เท็ด เดร็ค ออก แล้วแต่งตั้ง ทอมมี่ โดเชอร์ตี้ เข้ามาในฐานะผู้เล่นและผู้จัดการทีมในเวลาเดียวกัน ทำให้แผนการเล่นเปลี่ยนไปและได้ทำการยิงเลิกสัญญาจ้างนักเตะเก่าออกจากสโมสรหลายตำแหน่ง และก็ได้ซื้อนักเตะหน้าใหม่เข้ามาสู่สโมสรมากมาย โดยหนึ่งในนักเตะนั้นก็คือ ปีเตอร์ ออสกู๊ด ที่ดึงมาร่วมทีมในช่วงเวลานั้น ก่อนที่จะกลายมาเป็นตำนานตลอดกาลของสโมสร ต่อมาอีก 2 ปี ทอมมี่ โดเชอร์ตี้ ก็ได้เปลี่ยนแปลงรากฐานสโมสรใหม่ จนสามารถคว้าแชมป์ลีกคัพมาครองได้ในปี ค.ศ. 1964-1965 หลังจากนั้นอีก 3 ปี สโมสรเข้าผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทุกรายการที่ลงแข่งขัน แต่ก็ทำได้เพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น พอเข้าสูงซีซั่นใหม่สโมสรก็ปลด ทอมมี่ โดเชอร์ตี้ ออกอีกครั้ง พร้อมแต่งตั้ง เดฟ เช็กตัน (Dave Sexton) เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ แล้วก็ใช้เวลาคุมทีมเพียงปีเดียวเท่านั้น กับการมาเชลซีคว้าแชมป์ เอฟเอฟคัพ ในปี ค.ศ. 1970 หลังจากนั้นเชลซีก็ถึงคราวตกต่ำผลงานดิ่งลงเหวอย่างน่าเชื่อถือ จนทำให้สโมสรต้องขายดาวดังออกไปหลายตำแหน่ง และตกชั้นในที่สุด กระทั่งถึงปี ค.ศ. 1982 เคน เบตส์ (Ken Bates) ได้เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรด้วยราคา 1 ล้านปอนด์ และทำได้การปรับปรุงสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ให้ใหญ่ขึ้น แต่ก็ช่วยอะไรสโมสรไม่ได้เลย เพราะเกือบจะหล่นไปเล่นดิวิชั่น 3 ผ่านมาอีก 2 ปี จอร์น นีล (John Neal) สามารถพาสโมสรขึ้นมาสู่ดิวิชั่น 2 ได้ด้วยการคว้าแชมป์ในปี ค.ศ 1983-1984 แต่แล้วก็ต้องตกชั้นเลื่อนชั้นอยู่อย่างนั้นมา ก่อนที่จะกลับสู่ดิวิชั่น 1 ได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1988-1989

ด้วยการทำแต้มทิ้งห่างแต้มห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 17 แต้ม เลยทีเดียว ในช่วงปี ค.ศ. 1992-2004 สโมสรกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง และได้เข้าชิงแชมป์รายการมาก จนได้รับฉายาจากสื่อต่างสำนักให้เป็น “สิงห์บอลถ้วย” ในช่วงปี ค.ศ. 2004 นักการเมืองมหาเศรษฐีชาวรัสเซียอย่าง โรมัน อับราโมวิช (Roman Abramovich) ได้ซื้อสโมสรไปในราคา 140 ล้านปอนด์ และทำการทุ่มงบมหาศาลเพื่อคว้านักเตะสตาร์และนักเตะชื่อดังมาร่วมทีม นอกจากนี้ยังปลดกุนซืออย่าง เคลาดิโอ รานิเอรี่ (Claudio Ranieri) ออกจากตำแหน่งและแต่งตั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ (Jose Mourinho) เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ทันที ถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะการเข้ามาของ โชเซ่ มูรินโญ่ นั้น ทำให้สโมสรประสบความสำเร็จมากมาย ทั้งการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และแชมป์ ลีกคัพ ในปี ค.ศ. 2004-2005 ในปีต่อมาสโมสรก็ป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง แล้วก็คว้าแชมป์ เอฟเอคัพ ต่อด้วย เส้นทางของการลุ้นแชมป์ของเชลซีเกิดขึ้นได้ทุกปีแต่ก็ทำได้แค่เพียงใกล้เคียง จนมาถึงปี ค.ศ. 2007สโมสรก็สามารถคว้าแชมป์ลีกคัพได้อีกครั้ง ในช่วงปี ค.ศ. 2008-2009 สโมสรได้แต่งตั้ง กุส ฮิดดิงค์ (Guus Hiddink) ขึ้นมาเป็นกุนซือ แล้วก็พาสโมสรคว้าแชมป์เอฟเอคัพ

แต่ถึงอย่างไรแล้วภาพรวมของผลงานก็ยังไม่เป็นที่ประทับใจของประธานสโมสร จนต้องสั่งปลดออก และสวม คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) เป็นกุนซือคนใหม่ทันที และก็พาสโมสรความแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อีกรอบ พร้อมทำสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทำประตูสูงถึง 103 ลูก แล้วยังสามารถป้องกันแชมป์ เอฟเอฟคัพ ได้อีก 1 สมัยด้วย ในปี ค.ศ. 2011-2012 ถือว่าเป็นปีที่ดีที่สุดของสโมสรเลยก็ว่าได้ เพราะว่าสโมสรสามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ ด้วยการเอาชนะจุดโทษ บาเยิร์น มิวนิค และในปีเดียวกันนั้นก็คว้าแชมป์ เอฟเอคัพ ได้อีก ถึงแม้ปีนั้นจะจบในอันดับที่ 6 ของตารางลีก แต่ก็ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จอย่างมาก ในปีต่อมา ราฟาเอล เบนิเตซ (Rafael Benitez) ได้เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ และสามารถพาสโมสรคว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้าลีก

แต่แล้วด้านบอร์ดบริหารของสโมสรก็ได้ทำการดึงตัว โชเซ่ มูรินโญ่ กลับมาคุมทีมอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถพาสโมสรคว้าแชมป์ในรายการไหนได้เลย จนมาถึงปี ค.ศ. 2014-2015 หรือปีต่อมา โชเซ่ มูรินโญ่ ก็พาสโมสรคว้าคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ ด้วยการคว้า พรีเมียร์ลีก และ แคปิตอลวันคัพ ในปี ค.ศ. 2015-2016 สโมสรถูกคาดหวังสูง แต่สภาพของทีมในเวลานั้นเหมือนจะมีปัญหาเกิดขึ้นหลายด้านและเกิดความแตกแยกระหว่างนักเตะกับผู้จัดการทีมด้วย ทำให้เชลซีได้ทำการแต่งตั้ง อันโตนิโอ คอนเต้ (Antonio Conte) เข้ามาคุมแทน แล้วก็สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ นอกจากนี้สโฒสรยังสามารถทำสถิติเป็นแชมป์ลีกที่มีชัยชนะถึง 30 เกมรวด ต่อมาในปี ค.ศ. 2017-2018 สโมสรก็หลุดฟอร์มแบบกู่ไปกลับในช่วงท้ายฤดูกาล จนทำให้บอร์ดบริหารต้องปลดคอนเต้ออก และแต่งตั้ง เมาริซิโอ ซาร์รี่ (Maurizio Sarri) เข้ามาคุมทีมแทนทันที ช่วงแรกสร้างสถิติชนะติดต่อกันได้หลายนัด แต่สุดท้ายแล้วนั้นฟอร์มการเล่นก็สะดุดไปดื้อๆ ถึงกับขั้นแพ้ติดต่อกันหลายเกมเลย จนมาถึงช่วงต้นเดือน มิถุนายน ในปี ค.ศ 2019 ทางสโมสรได้ประกาศแต่งตั้งให้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด (Frank Lampard) เป็นผู้จัดการทีมของสโมสรอย่างเป็นทางการ

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสโมสรของอังกฤษที่คว้าแชมป์มากมายทั้งในประเทศและนอกประเทศ เกียรติประวัติแชมป์ทั้งหมดของ เชลซี หรือ “สิงบูลล์” : ระดับทวีปยุโรป แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก (2 สมัย), แชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้าลีก (2 สมัย), แชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ (1 สมัย) แชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ (2 สมัย), เอฟเอ ยูธ คัพ (4 สมัย) : ระดับประเทศ แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (7 สมัย), แชมเปี้ยนชิพ (2 สมัย), แชมป์เอฟเอฟคัพ (8 สมัย), แชมป์อีเอฟแอลคัพ หรือ แชมป์คาราบาวคัพ (5 สมัย), แชมป์เอฟเอคอมมิวนิตี้ชิลด์ หรือ แชมป์แชริตี้ชิลด์ (4 สมัย), ฟูลล์ เมมเบอร์ส คัพ (2 สมัย) ( Updated : 6-4-2020 )

Top Goal Player