TDEDKICK.COM

ลาซิโอ้

( Lazio )


website : http://www.sslazio.it
No. Name Type Join Out
25 เปเป เรย์นา ผู้เล่น 2020-09-01 -
24 ซิลวิโอ โปรโต้ ผู้เล่น 2018-07-01 -
- ดาวิเด้ ดิ เจนนาโร่ ผู้เล่น 2017-07-21 -
20 เฟลิเป้ ไคเซโด้ ผู้เล่น 2017-08-02 -
26 สเตฟาน ราดู ผู้เล่น 2008-07-01 -
19 เซนาด ลูลิช ผู้เล่น 2011-07-01 -
33 ฟรานเชสโก้ อแชร์บี้ ผู้เล่น 2018-07-13 -
16 มาร์โก ปาโรโล่ ผู้เล่น 2014-07-01 -
6 ลูคัส เลว่า ผู้เล่น 2017-07-18 -
17 ชิโร่ อิมโมบิเล่ ผู้เล่น 2016-07-27 -
5 จอร์แดน ลูกากู ผู้เล่น 2016-07-23 -
10 หลุยส์ อัลแบร์โต้ ผู้เล่น 2016-08-31 -
- ริซ่า ดูร์มิซี่ ผู้เล่น 2018-07-01 -
92 ฌอง ดาเนี่ยล อัคปา อัคโปร ผู้เล่น 2020-09-01 -
15 บาสโตส ผู้เล่น 2016-08-17 -
11 ฮัวกิน คอร์เรอา ผู้เล่น 2018-08-01 -
4 ปาทริค ผู้เล่น 2015-06-09 -
32 ดานิโล่ คาตัลดี้ ผู้เล่น 2014-07-01 -
1 โธมัส สตราโคช่า ผู้เล่น 2013-01-31 -
23 กีโด้ เกอร์ริเอรี ผู้เล่น 2014-07-01 -
- คริสเตียโน่ ลอมบาร์ดี้ ผู้เล่น 2015-07-01 -
18 กอนซาโล เอสกาลันเต้ ผู้เล่น 2020-09-01 -
93 เดนิส วาฟโร่ ผู้เล่น 2019-07-04 -
- วอลเลซ ผู้เล่น 2016-07-28 -
21 เซอร์เก มิลินโควิช ซาวิช ผู้เล่น 2015-08-03 -
77 อดัม มารูซิช ผู้เล่น 2017-07-01 -
8 ดยาวาน อันแดร์ซอน ผู้เล่น 2018-08-03 -
94 Vedat Muriqi ผู้เล่น 2020-09-15 -
58 Joseph Minala ผู้เล่น 2014-07-01 -
7 โจนี่ ผู้เล่น 2019-07-01 -
- แพททริค ซิกเซอร์ก ผู้เล่น 2019-08-22 -
- ติอาโก้ กาซาโซล่า ผู้เล่น 2019-01-31 -
31 Marius Adamonis ผู้เล่น 2016-08-29 -
29 มานูเอล ลาซซารี่ ผู้เล่น 2019-07-12 -
3 หลุยซ์ เฟลิเป้ ผู้เล่น 2016-08-30 -
- เซดริก กอนโด ผู้เล่น 2019-09-02 -
- ซิโมเน่ อินซากี้ โค้ช 2016-07-08 -
80 โซเฟียน คิยิเน่ ผู้เล่น 2017-07-16 -
- Fabio Maistro ผู้เล่น 2019-08-03 -
13 Nicolo Armini ผู้เล่น 2019-07-01 -
28 อันเดร อันเดอร์สัน ผู้เล่น 2014-08-14 -
49 ฮอร์เก้ ซิลวา ผู้เล่น 2019-07-01 -
34 บ็อบบี้ อเดคานเย่ ผู้เล่น 2019-07-01 -
- Biagio Morrone ผู้เล่น 2020-01-30 -
52 Luca Falbo ผู้เล่น 2019-07-01 -
65 Raul Moro ผู้เล่น 2020-06-01 -
Tournament Join Out
Super Cup 2019-12-21 2019-12-22
Club Friendlies 2019-12-31 2020-12-30
Serie A 2020-09-19 2021-05-23

ประวัติ : ลาซิโอ้

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเกรียติศัพของเหล่าบรรดาขุนพลกองทัพ อินทรีย์ฟ้า-ขาว กันมาบางแล้วโดยเฉพาะในช่วงปี 1998 ที่สโมสรฟุตบอลจากศึกลูกหนัง กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี สร้างชื่อเสียงมากมายในวงการฟุตบอลยุโรป หนึ่งในนั้นก็คือสโมสรระดับตำนานอย่าง ลาซิโอ้ หรือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการเป็นภาษาอิตาลีว่า Società Sportiva Lazio เจ้าของ ฉายา อินทรีย์ฟ้าขาว ตามที่คอบอลคนไทยเรียกกัน เป็นทีมฟุตบอลเก่าแก่ทีมหนึ่งที่มีประวัติความเป็นมาค่อนข้างที่จะยาวนานมากๆโดยจุดเริ่มต้นที่มาของพวกเขามีมาตั้งแต่ปี คศ.1900 เป็นสโมสรกีฬาที่ถูกก่อตั้งขึ้นจากกลุ่มคน 9 คนรวมกันและได้ยกชื่อเมือง Lazio เอามาเป็นชื่อของสโมสรในตอนนั้นแรกเริ่มเดิมทีก่อนที่ฟุตบอลจะขยายตัวจนเป็นที่รู้จัก ลาซิโอ้ เป็นสโมสรที่ปล่อยอิสระให้กับสมาชิกได้เลือกเล่นกีฬาทุกประเภทรวมๆแล้ว 40 กว่าชนิดเห็นจะได้ แต่สิ่งที่เป็นตัวชูโรงให้กับสโมสรมากที่สุดก็เป็น ทีมฟุตบอล ที่สร้างชื่อให้กับแคว้านลัตซีโยเป็นอย่างมาก แม้ว่ากว่าที่พวกเขาจะก้าวเข้าไปถึงลีกสูงสุดของประเทศอิตาลีได้นั้นใช้เวลานานหลายสิบปี โดยหลังจากที่ทีมฟุตบอลกำเนิดขึ้น ลาซิโอ ต้องใช้เวลาไปกับการไต่เต้าจากการลงแข่งขันประจำรายการท้องถิ่นหรือรายการสมัครเล่น พวกเขาวนเวียนอยู่กับสังเวียนนี้อยู่นานถึง 10 จนสุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะก่อตั้งทีมฟุตบอลที่เป็นระดับอาชีพแบบจริงๆจังๆขึ้นมาเพื่อจะได้ไปลงแข่งในระดับประเทศได้ ในช่วงปี 1913 องค์กรที่ถูกตั้งมาให้จัดการเกี่ยวกับระบบการเล่นของ กีฬาฟุตบอล ภายใต้ชื่อ FIGC ก็ได้มีการเปิดทัวร์นาเมนต์เกมลีกขึ้นเพื่อให้ฟุตบอลในประเทศเริ่มที่จะเป็นสากลมากกว่าเดิม โดยแบ่งเปิดเป็นลีกแข่งขันระดับภูมิภาคตอนกลางและใต้ ลาซิโอ้ ผ่านเข้ารอบไปถึงนัดชิงในฐานะแชมป์ของทางตอนใต้ประเทศอิตาลีแต่ก็ต้องไปแพ้ให้กับ โปร แวร์เซลลี่ ในนัดชิงไปอย่างย่อยยับกลับมาและในทุกๆปี

อินทรีย์ฟ้าขาว ยังคงเขารอบไปจนถึงนัดชิงตลอดแต่ก็ต้องผิดหวังกลับมาทุกครั้งและในปีที่ 3 ที่ได้เข้าชิงโปรแกรมนัดชิงดันถูกตัดทิ้งไปเพราะสงครามโลกครั้งที่ 1 กำลังเริ่มขึ้นไฟสงครามทำวงการฟุตบอลของอิตาลีต้องหยุดชะงักไปพักใหญ่ ผ่านมาจนถึงปี คศ.1923 หลังจากที่ไฟสงครามเริ่มสงบลงสมาคมฟุตบอลอนุญาติให้การแข่งขันกลับมาลงเตะกันได้เหมือนเดิม ลาซิโอ กลับมาในปีนั้นพวกเขาก็ผ่านเข้าไปถึงนัดชิงได้เป็นครั้งที่ 4 แต่ก็ต้องแพ้ให้ เจนัว ไปอย่างเละเทะในนัดชิงเหมือนเคยพลาดโอกาสในการเป็นแชมป์สูงสุดของประเทศในตอนนี้ จนต่อมาการเปลี่ยนแปลงระบบเกมลีกของอิตาลี ต้องทำให้ ลาซิโอ ล่วงตกชั้นลงไปเล่นอยู่ในดิวิชั่น 2 ในปี 1927 และหลังจากที่ตกชั้นไปได้แค่ปีเดียว ลาซิโอ้ ก็คว้าแชมป์ในกลุ่ม D ของรายการฟุตบอล ปรีม่า ดีวีซีโอเน่ และเหตุการณ์ในช่วงปีนั้นที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ของปีเมื่อลัทธิที่คุมอำนาจอยู่ในอิตาลีอย่าง ลัทธิฟาสซิตส์ จะให้มีการรวมทีมในเมืองหลวงอย่างกรุงโรมเข้าด้วยกันเพื่อจะพัฒนาสโมสรยิ่งใหญ่ของทางฝั่งอิตาลีตอนใต้ แต่นั้นก็ไม่สำเร็จเนื่องจากกาออกมาไม่เห็นด้วยของนายพล จอร์โจ้ ทำให้โปรเจ็คในการรวมทีมถูกล้มเลิกไป ถ้าตัดสินใจรวมกันในวันนั้นก็คงไม่มีสโมสรฟุตบอลที่ชื่อว่า ลาซิโอ ในวันนี้เพราะอาจจะต้องกลายเป็นทีม เอเอส โรม่า เพียงหนึ่งเดียว แต่หลังจากนั้นเหตุการก็ผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี ลาซิโอ ยังคงยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองและเดินทางขึ้นสู่สังเวียน กัลโช่ เซียเรีย อา อย่างเป็นทางการในปี 1929 พวกเขาเอาชัยชนะในเกมแรกของการเปิดตัวได้ โดยเอาชนะเหนือ โบโลญญ่า ไปด้วยสกอร์ชัย 3-0

หลังจากนั้นก็ได้มีการเปิดโลกกว้างทางวงการฟุตบอลเพราะ ลาซิโอ ตัดสินใจดึงโค้ชจากประเทศบราซิลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลอิตาลี ซึ่งในตอนนั้นเป็น เบียงโคเชเลสติ เป็นทีมแรกที่มีแนวคิดเปิดกว้างและหลังจากนั้นก็วงการฟุตบอลของอิตาลีก็เริ่มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายมากมายกว่าเดิม การคุมทีมของ คาร์ล สตวร์มเมอร์ ก็ถือว่าช่วยเปลี่ยนมุมมองของการเล่นในทีมไปได้มากแต่สโมสรก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่คาดหวังจึงได้มีการเปลี่ยนกุนซือคนใหม่โดยการให้ วอลเตอร์ อัลท์ เข้ามารับช่วงต่อและช่วงรอยต่อครั้งนี้ทำให้มีชื่อนักเตะของ ลาซิโอ้ ที่สร้างประวัติศาสตร์เอาคือการมาของ สเตฟาโน่ ปิโอลี่ นักเตะในตำนานที่เคยทำสถิติเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของวงการฟุตบอล อิตาลีและกินระยะเวลามายาวนานจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครเคยทำลายได้ลง ปิโอลี่ เป็นกุญแจสำคัญของ Lazio และเป็นนักเตะที่สร้างชื่อให้กับประเทศอิตาลีโดยการเป็นรองดาวซัลโวลในฟุตบอลโลกปี 1938 ที่เหล่ากองทัพของ อัซซูรี่ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกไปครองในปีนั้น และผลงานของทีมก็ยังอยู่ในช่วงที่ยังไม่มีความมั่นคงสักเท่าไหร่แม้ว่าจะได้นักเตะระดับของโลกมาอยู่ในทีมก็ตามในปี 1941 พวกเขาฟอร์มตกจนขั้นถึงต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีมถึง 2 คนแต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังประครองทีมรอดจากการตกชั้นได้สำเร็จ ปี คศ. 1943 เข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาทิ้งทายในรายการเกมลีกสูงสุดไว้ด้วยการจนอยู่ในอันดับที่ 9 ของตารางพร้อมกับการเสียดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลอย่าง ปิโอลี่ ไปให้กับ โตริโน่ รวมๆแล้วการเข้ามาของ สเตฟาน ปิโอลี่ ช่วยผลิตสกอร์ให้กับ อินทรีย์ ฟ้า ขาว ไปทั้งหมด 143 ประตูจาก 227 นัดที่ลงสนามไป เกมลีกของอิตาลีกลับมาเปิดได้อีกครั้งในช่วงปี 1949 และผลงานของ ลาซิโอ ก็ยังคงโลเหมือนเดิมพวกเขาเกาะอยู่ในระดับกลางตารางของลีกมาโดยตลอดแถมปัญหาของพิษเศรษฐกิจที่ทำให้สโมสรตั้งใช้วิธีการลดค่าเหนื่อยของนักเตะลงจนเป็นที่มาของการรวมตัวกันประท้วงสโมสรในปีนั้นๆ แต่แล้วจู่ๆ ลาซิโอ้ ก็พลิกกับมาโชว์ฟอร์มได้ดีหลังจากที่ผ่านช่วงปัญหามาได้ 2 ซีซั่น

ในปี 1951 พวกเขาสามารถไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 4 ของตาราง นอกจากนั้นยังได้เห็นทีมคู่ปรับร่วมเมืองตลอดกาลอย่าง เอเอส โรม่า ล่วงตกชั้นไปในปีนั้นด้วย แต่หลังจากนั้นฟอร์มของพวกเขาก็ไม่ได้คงเส้นคงวามีขึ้นไปอยู่ถึงอันดับ 3 ได้พร้อมกับเข้าชิงบอลถ้วยในประเทศได้อยู่หลายหนบางปีก็หล่นลงมาอยู่อันดับกลางตารางเหมือนเดิมสลับวกวนไปวนมาจนในปี 1958 โทรฟี่ใบแรกของพวกเขามาจากการครองแชมป์ฟุตบอล โคปา อิตาเลีย คัพ นับว่าเป็นบอลถ้วยใบแรกทีพวกเขาได้มาในระดับประเทศและถึงเวลาที่พวกเขาต้องล่วงตกชั้นอีกครั้งในช่วงต้นของทศวรรษที่ 60 ฤดูกาล 1960 - 61 พวกเขาจบด้วยกันรั้งอันดับสุดท้ายของตารางมีแต้มห่างจากโซนปลอดภายเยอะถึง 11 คะแนน แน่นอนว่าพวกเขาต้องปรับเปลี่ยนแผนการบางอย่างเพื่อยกระดับทีมให้กลับขึ้นมาสู่ดิวิชั่นสูงสุดให้จนได้ ใช้เวลาอยู่นาน 2 ปี โอกาสครั้งนี้ที่แฟนบอลรอคอยก็มา ลาซิโอ้ เลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 2 หรือ เซเรีย บี อิตาลี ด้วยการจบอันดับที่ 3 โดยเป็นยุคของ ฮวน คาร์ลอส ที่เข้ามาคุมทีมจนพา เบียงโคเชเลสติ กลับมาอยู่ในลีกสูงสุดได้ แต่ยุคนี้ยังคงไม่ใช่ยุคที่ทีมฟุตบอลที่มาจากแคว้น รัซซีโย จะมั่นคงสักเท่าไหร่พวกเขายังคงเลื่อนชั้นตกชั้นมาตลอดหลายครั้ง จนกระทั่งในยุคที่สโมสรประสบปัญหาทางด้านของการเงิน อุมแบร์โต้ เลนซินี่ ยืนมือเข้ามาอุ้มทีมเอาไว้และดำลงตำแหน่งเป็นประธานสโมสรของทีมในปี 1965 พร้อมกลับดึงตัวอดีตผู้จัดการทีมของสโมสรอย่าง ฮวน คาร์ลอส ลอเรนโซ่ กลับมารับหน้าที่แก้ไขปัญหาเรื่องฟอร์มของทีมให้ดีขึ้น แต่ว่าหลังจาก 2 ปีที่เข้ามาของ เลนซินี่ ที่อุมชูสโมสรเอาไว้ได้ไม่นาน ลาซิโอ ก็ต้องอำลาศึกลูกหนัง กัลโซ เซเรีย อา ลงไปอยู่ในลีกรองอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ทำผลงานได้ไม่ดีพร้อมกับการปลด ลอเรนโซ่ จากตำแหน่งผู้จัดการทีมแต่เพียงระยะแค่เพียงปีเดียวพวกเขาก็ทะยานกลับสู่บ้านเก่าหลังจากที่จบอันดับ 2 ของ เซเรีย บี อิตาลี ถือตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นมาในทันทีที่จบฤดูกาล 1972 อินทรีย์ฟ้า ขาว กลับมาคราวนี้ด้วยศักยภาพที่ดีกว่าเดิมพวกเขาเกาะติดอันดับหัวตารางเคียงข้างกับ เอซี มิลาน ในการลุ้นแชมป์ลีกแต่สุดท้ายก็ต้านทานความร้อนแรงของ ปีศาจแดง-ดำ ไว้ไม่อยู่พวกเขาจบอยู่ในอันดับ 3 ของลีก

ต่อมาในฤดูการ 1974 เป็นปีที่ เบียงโคเชเลสติ ประสบความสำเร็จในการเป็นแชมป์ลีกครั้งแรกพวกเขาขึ้นแท่นเป็นจ่าฝูงอยู่จนถึงช่วงวันคริสต์มัสจนในแมตช์สุดท้ายที่คว้าแชมป์มากจากเกมที่ดวลกับทาง ฟอจจา พวกเขามาได้ลูกจุดโทษในช่วงครึ่งหลังก่อนจะจบเกมเป็นประตูเดียวของการขึ้นแท่นประกาศศักดิ์ดาดวยการเป็นแชมป์ เซเรีย อิตาลี เป็นสมัยแรก โดยในปีนั้นนักเตะที่สร้างชื่อให้กับทีมมากที่สุดก็คือ คินาญญ่า ดาวซัลโวสูงสุดของทีมที่พาทีมขึ้นไปเป็นแชมป์ได้สมัยแรกโดยเจ้าตัวซัดไปทั้งหมด 24 ประตูในลีก ในปี 1976 ลาซิโอ เจอกับปัญหาหลายอย่างจนทำให้ทีมเกือบจะตกชั้นลงไป หนึ่งในปัญหาใหญ่คือการจากไปของ มาเอสเตรลลี่ ผู้เล่นในทีมที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและพักรักษาตัวไปจนสุดท้ายเขาก็จากไปอย่างสงบโดยโรคร้ายที่ตามรังควานเขามานาน หลังจากนั้นในปี 1980 เป็นปีที่พวกเขายังคงยืนยัดอยู่ในกลาตารางของ เซเรีย อา อิตาลี แต่กลับมีเหตุการณ์ที่ทำให้แฟนบอลต้องช็อคเมื่อพวกเขาถูกปรับให้ต้องตกชั้นลงไปเนื่องจากไปพัวพันกับการล็อคผลบอลใน กัลโซ่ เซเรีย อา และ เซเรีย บี โดยมีสโมสรร่วมชะตากรรมอยู่ 5 ทีมด้วยกันแต่มีแค่ 2 ทีมที่ปรับตกชั้นก็คือ ลาซิโอ กับ เอซี มิลาน โดยสโมสรอื่นๆและพนักงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องโดนโทษที่ทางสมาคมฟุตบอลตั้งมาตามๆไปเหมือนกัน รวมไปถึงตำนานนักเตะชื่อดังของ อิตาลี อย่าง เปาโล รอสซี่ นั่นเอง และการตกชั้นลงไปในรอบนี้พวกเขาต้องใช้เวลานานถึง 3 ปีถึงจะได้กลับเลื่อนชั้นขึ้นมาในปี 1983 พร้อมกับ เอซี มิลาน ที่คว้าแชมป์รายการ เซเรีย บี มาได้ ส่วน ลาซิโอ้ ได้แค่รองแชมป์ลีก แต่เหมือนว่าเส้นทางที่แสนจะทุลักทุเลของ Lazio จะยังไม่จบพวกเขายังไม่สามารถประคองฟอร์มการเล่นที่ดีได้ในช่วงที่อยู่บนลีกสูงสุด จนสุดท้ายก็ต้องตกมาตายรังที่ เซเรีย บี อีกครั้งหลังสิ้นฤดูกาล 1985 หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่แฟนบอลของ เบียงโคเชเลสติ ต้องผิดหวังเมื่อหนึ่งสมาชิกในทีมของ ฟ้าขาว ดันไปไม่ข่าวพัวพันเกี่ยวกับการพนันฟุตบอลและถูกลงโทษตัดคะแนนในทีมออก 9 แต้มจนเกือบทำให้ทีมต้องล่วงตกชั้นลงไป แต่ก็โชคยังดีที่มีกุนซืออย่าง ยูเจนิโอ ฟัสเซ็ตติ มาช่วยแก้ไขปัญหาทีมและพาทีมรอดจากการตกชั้นลงไปสู่ดิวิชั่น 3 ได้อย่างน่าหวาดเสียวสำหรับแฟนบอล

ปีต่อมา ฟัสเช็ตติ ก็สร้างผลงานให้ทีมได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จโดยการจอดป้ายอันดับ 3 ของรายการ กัลโซ่ เซเรีย บี ทำให้ทีมเริ่มกลับมาอยู่ในโมเมนตั้มที่ดีได้อีกครั้งหนึ่งรวมไปถึงการเข้ามาทำหน้าที่ของ จารมาร์โก คาลเลรี่ ที่ช่วยแกะรอดแก้ไขทำให้ระบบการเงินของ อินทรีย์ฟ้าขาว เริ่มกลับมามีความมั่นคงมากกว่าเดิมที่เคยเป็นมา หลายปีต่อมาการเข้ามาของ แซร์โจ้ ครันญ็อตติ เจ้าของสโมสรคนใหม่ที่เข้ามายกระดับสโมสรหลังจากที่วนเวียนอยู่ในกลางตารางของ กัลโช่ เซเรีย อา มาตลอด เขามีแนวคิดที่จะฝื้นฝู ลาซิโอ ด้วยการดึงแข้งระดับบิ๊กเนมเข้าทีม ทำให้สโมสรสามารถขยันเข้าใกล้กับแชมป์ลีกเข้าไปอีกหนึ่งขั้นจากผลงานที่เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ปี 1993 ดิโน่ ซอฟฟ์ กุนซือที่ทำหน้าที่กับทีมเข้าปีที่ 3 เขาก็ได้ดึงตัวนักเตะชื่อดังเข้าทีม อาทิเช่น พอล แกาคอยน์ แข้งจอมเก๋าของทัพสิงโตคำรามประเทศอังกฤษและอีกรายเป็นนักเตะของกองทัพอัศวินสีส้มอย่าง อารอน วินเทอร์ กองกลางจอมเก๋าเข้ามาช่วยทีมจนในปีนั้นทำให้ อินทรีย์ฟ้าขาว เอาอันดับ 5 ของตารางมาครองได้สำเร็จพร้อมกับรางวัลความสำเร็จคือการได้ไปเตะในรายการ ยูฟ่า คัพ หรือ ยูโรป้า ลีก ในปัจจุบันนั่นเอง ในฤดูกาล 1955 การเข้ามาของกุนซือคนใหม่อย่าง ซเดเน็ค ซีแมน ต่อจาก ติโน่ ซอฟฟ์ ที่หมดวาระในการที่จะพาทีมขยับอันดับขึ้นไปให้สูงกว่าเดิม และการเข้ามาของ ซีแมน แม้ว่าจะมีปัญหากระท่อนกระแท่นกับนักเตะบางรายในทีมก็ยังสามารถฝ่าฝันจนทำให้ทีมจบในอันดับ 2 ของตารางเป็นรองแชมป์อยู่ ยูเวนตุส ที่คว้ารางวัลด้วยการครองอันดับ 1 ทิ้งแต้มห่างจากพวกเขาถึง 10 แต้มด้วยกัน ต่อมาในปี 1997 การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือการเด้ง ซีแมน ออกจากตำแหน่งและถูกแทนที่ด้วย ติโน่ ซอฟฟ์ กุนซือคนเก่าเข้ามารับตำแหน่งต่อรวมไปถึงการมาของตำนานนักเตะชื่อดังอย่าง พาเวล เนดเวด ที่ย้ายมาจาก สปาร์ต้า ปรากซ์ สิ้นฤดูกาลผลงานในตารางที่พวกเขาทำได้คือการรั้งอันดับ 4 พอขยับเข้าปีต่อมา 1998 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการแต่งตั้งให้ สเวน โกรัน อีริคส์สัน เข้ามาทำหน้าที่เป็นหัวเรือให้กับทัพ เบียงโคเชเลชติ การเข้ามาของ โกรัน ก็ยกระดับมาตราฐานการเล่นของทีมให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเซ็นสัญญากับแข้งดังมากมาย อาทิ วลาดีเมียร์ ยูโกวิช, มาเทียส อัลเมย์ด้า, โรแบร์โต้ มัสชินี่ และ จูเซปเป้ ปันคาโร่ ในขณะที่ฟอร์มของ อเลศซานโดร เนสต้า กำลังเริ่มไปได้ดีจนพาทีมเกือบเข้าใกล้คำว่าแชมป์อยู่หลายต่อหลายครั้ง

ปีนั้น ลาซิโอ้ สามารถผ่านเข้าไปชิงฟุตบอลถ้วยได้สองรายการ 1 ในนั้นคือ โคปา อิตาเลีย ที่พวกเขาเอาแชมป์มาครองได้สำเร็จ ส่วนอีกหนึ่งรายการเป็นศึกลูกหนังยุโรป รายการ ยูฟ่า คัพ แต่พวกเขากลับต้องพลาดท่าแพ้ให้กับ อินเตอร์ มิลาน สโมสรร่วมลีกที่เอาชนะพวกเขาไปได้ 3-0 ทำให้พวกเขาได้แค่เพียงรองแชมป์ไปในปีนั้น ฤดูกาลต่อมา ลาซิโอ้ ถึงกลับทุ่มสุดตัวเพื่อคว้านักเตะชื่อดังระดับท็อปอย่าง คริสเตียน วิเอรี่ ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ ทำให้พวกเขาทำลายสถิติโลกที่ยอมทุ่มเงินซื้อนักเตะที่แพงที่สุดรายนี้เข้ามาปละเป็นปีที่น่าผิดหวังของพวกเขาอย่างมากเนื่องจากเส้นทางในการคว้าแชมป์ในปีนี้เป็นปีที่พวกเขาสมควรได้รับมันแต่กลับมาโดนเพื่อนร่วมลีกอย่าง เอซี มิลาน ที่ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปครองเพราะมีคะแนนสูงกว่าเพียงแค่ 1 คะแนน แต่ในความผิดหวังยังมีเรื่องดีในเวลาเดียวกันเป็นอีกปีที่สโมสรจากทางฝั่งของ อิตาลี สร้างชื่อในระดับฟุตบอลยุโรป เพราะพวกเขาสามารถเอาชนะ มายอร์ก้า ทีมจาก ลาลีกา สเปน ไป 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์สคัพ นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่พวกเขาเคยได้มาในหน้าของประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลและเป็นครั้งเดียวที่พวกเขาได้จับแชมป์ฟุตบอลถ้วยยุโรปเพราะหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เคยได้แชมป์ “จ้าวยุโรป” มาครองอีกเลย ในปี 2000 ดูเหมือนว่ายอดทีมจาก ลัซซีโย จะยังไม่ล้มเลิกนโยบายในการคว้าตัวนักเตะระดับตัวท็อปเข้าทีมพวกเขาได้ดึงตัว ฮวน เซบาสเตียน เวรอน ,ซิโมเน่ อินซากี้ และแข้งดังจากสเปนอย่าง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ และเป็นจุดเริ่มต้นที่สวยงามของ ลาซิโอ้ ในปีนั้นพวกเขาเอาชนะสุดยอดทีมจากประเทศอังกฤษอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปได้ 1-0 ในรายการ ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพ เป็นแชมป์แรกในการออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ พร้อมกับการคว้าแชมป์ลีก กัลโช่ เซเรียอา ตามมาอีกครั้งนับว่าเป็นครั้งที่สองของ เบียงโคเชเลสติ ที่ประสบความสำเร็จโดยการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอิตาลี ต่อมาในปี 2001 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เข้มข้นสนุกเร้าใจของแฟนบอลชาวอิตาลีกันเลยทีเดียวเพราะมันคือยุคทองของฟุตบอล อัซซูรี่ อย่างแท้จริงมีนักเตะชื่อดังมากมายหลั่งไหลย้ายทีมเข้าไปอยู่ที่สโมสรในศึก กัลโช่ เซเรีย อา โดย ลาซิโอ้ เองก็ไม่น้อยหน้าเปิดหัวด้วยการซื้อกองหน้าเลือดอาร์เจนไตน์อย่าง เอร์นาน เครสโป ตำนานนักเตะระดับโลกที่ปัจจุบันถูกบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังว่าเป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมคนหนึ่งของโลกที่เคยมีมา และยังมีอีกสองแข้งในตำนานนั่นก็คือ เคลาดิโอ โลเปซ และ ดิโน่ บาจโจ้ ในปี 2001 ผลงานของทีมเริ่มกระสับกระส่ายเพราว่าการไปของ อีริคส์สัน กุนซือของทีมที่ดันไปรับงานคุมทีมชาติอังกฤษ จนสุดท้ายประธานใหญ่ของทีมก็ได้เรียกตัวให้ ดิโน่ ซอฟฟ์ กลับเข้ามาทำหน้าที่แทน อิริคส์สัน และการกลับมาของ ดิโน่ ซอฟฟ์ ก็ช่วยกระตุ้นฟอร์มของทีมให้กลับมาดีได้อีกครั้งจนสามารถขยับขึ้นไปรั้งในอันดับ 3 จนสิ้นฤดูกาลนั้นได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2002 ลาซิโอ้ เกิดวิกฤติย่ำแย่อีกครั้งหลังจากที่ทีมออกสตาร์ทได้ไม่ค่อยดีจนสุดท้ายต้องไปคว้าตัว อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี่ เข้ามาทำหน้าที่แทน ดิโน่ ซอฟฟ์ แต่ถ้าเทียบจากยุคที่ผ่านๆมาพวกเขาน่าจะทำผลงานได้ดีกว่านี้แต่เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขาต้องเสียสองแข้งหลักอย่าง พาเวล เน็ดเวด ไปในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมารวมไปถึงแข้งอีกรายอย่าง เซบาสเตียน เวเรอน ที่ย้ายออกไปเหมือนกันแม้ว่าจะมีนักเตะชื่อดังรายใหม่อย่าง กาอิซก้า เมนดิเอนต้า ดาร์โก้ โควาเชวิซ และ ยาป สตัม ก็ไม่ได้ช่วยให้ทีมขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่นเหมือนกับตอนที่ เน็ดเวด และ เวรอน สองแข้งที่พึ่งจะย้ายออกไป ไม่นานประธานสโมสรของพวกเขาถูกคดีความเกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการส่วนตัวจนทำให้ แซร์โจั ครันญ็อตติต้องลาออกจากตำแหน่ง นับเป็นอีกปีที่พวกเขาต้องเจอกับปัญหาภายในอย่างหนักหน่วงแต่ เบียงโตเชเลสติ ก็ยังสามารถฝ่าพ้นวิกฤติมาได้ ในปี 2003 ปัญหาเรื่องของการเงินหมุนเวียนของทีมยังไม่ราบรื่นและพวกเขายังคงต้องพยายามขายตัวนักเตะคนสำคัญออกไปเพื่อน้ำเงินมาใช้จ่ายเพื่อบริหารหนีสินที่ทางสโมสรเป็นอยู่โดยในปีนั้นพวกเขาต้องยอมขายทั้ง เครสโป และ อเลสซานโดร เนสต้า ไปให้กับสโมสรคู่ปรับอย่าง เอซี มิลาน ไปและได้ตัวกุนซือคนใหม่อย่าง โรแบร์โต้ มัชชินี่ อดีตแข้งคนสำคัญของทีมเข้ามาทำหน้าที่ต่อ พวกเขาสามารถไต่เต้าจนจบอันดับ 3 ของตารางได้ในปีนั้นทำให้ทีมคว้าโควต้าไปเตะฟุตบอลรายการ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก แต่ก็ต้องตกรอบไปอยู่ดี ในช่วงปี 2004 ทีมยังคงทำผลงานได้ในระดับกลางๆ มัชชินี่ พาทีมจบอันดับ 6 และยังสามารถพาทีมผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศในรายการ โคปา อิตาเลีย คัพ จนสุดท้ายพวกเขาเป็นฝ่ายชนะเหนือสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ยูเวนตุส ไปได้ทำให้พวกเขาบันทึกประวัติแชมป์รายการ โคปา ไว้ได้เป็นสมัยที่ 4 และต่อมาหลังจากที่สโมสรมีตำแหน่งประธานว่างมาหลายปี ในที่สุดก็ได้มหาเศรษฐี เคลาดิโอ โลติโต้ นักธุรกิจชาวโรมันเข้ามาเป็นประธานพร้อมกับเป็นเจ้าของสโมสรคนใหม่ในเวลาเดียวกันทำให้ทีมถุกยุติการควบคุมดูแลจากสถาบันการเงินที่สมาคมฟุตบอลส่งเข้ามาเพื่อคอยตรวจสอบหนี้สินของสโมสร ในฤดูกาล 2005 ไม่มีชื่อ มัชชินี่ เป็นผู้จัดการทีมเพราะเขาได้ตัดสินใจย้ายไปกุมบังเหียนให้กับทัพ อินเตอร์ มิลาน ในตอนนั้นในทีมเหลือนักเตะอยู่เพียงแค่ 15 คนปัญหาแรกที่ เคลาดิโอ ประธานสโมสรคนใหม่เจอก็ถือว่าหนักเอาเรื่อง

เขาใช้วิธีแก้ปัญหาโดยการให้หัวหน้าเฮชโคชที่คุมชุดเยาวชนขึ้นมารับตำแหน่งชั่วคราวไปก่อนพร้อมกับไปดังนักฟุตบอลวัยเก๋าอย่าง เปาโล ดิ คานิโอ อดีตแข้งขวัญใจชาวอิตาลีมาช่วนปลุกขวัญให้กับนักเตะในทีมแถมเจ้าตัวก็ยังยอมที่จะลดค่าเหนื่อยของตัวเองลงไปอีก 75% เพื่อช่วยสโมสรให้ผ่านพ้นวิกฤติไปให้ได้ ไม่นานช่วงกลางฤดูกาลทัพอินทรีย์ฟ้าขาว ก็ได้กุนซือมืออาชีพอย่าง จูเซปเป้ ปาโดปูโล่ เข้ามาทำหน้าที่กุมบังเหียนให้กับทีมและสามารถพาทีมจบในอันดับที่ 13 ของตาราง ในปีถัดมาพวกเขายังต้องแก้ไขปัญหาเรื่องของการหาแข้งใหม่มาเสริมทัพเพราะเนื่องจากมีนักเตะในทีมหลายรายที่ย้ายออกไปเพื่อหาความสำเร็จ และการที่พวกเขาต้องขยับ เดลิโอ รอสซี่ อดีตนักเตะในทีมให้ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมคนต่อไป ทำให้พวกเขาต้องหันไปใช้นักเตะเยาวชนขยับขึ้นมาเล่นในชุดใหญ่ปม้ว่าในปีนั้นพวกเขาจะสามารถจับอันดับ 6 ของตารางไว้ได้แต่โชคร้ายเมื่อคดีเกี่ยวกับการทุจริตล็อคผลถูกตัดสิน พวกเขาต้องถูกยึด 30 คะแนนไปทำให้อันดับ 6 ที่เคยอยู่ล่วงมาอยู่ในอันดับที่ 16 ทำให้ปีนั้นพวกเขาต้องจบอยู่ในโซนรั้งท้ายของตารางแต่ยังไม่ถึงกับต้องตกชั้นลงไป ผลงานในการคุมทีมของ รอสซี่ ยังทำได้ตามมาตราฐานเดิมคือการเกาะกลุ่มอยู่ในช่วงกลางตารางแต่ก็ยังสามารถพาทีมประสบความสำเร็จในรายการบอลถ้วยอิตาลีได้แฟนบอลก็ถือว่ายังให้โอกาสกับ รอสซี่ ที่ถึงแม้จะทำผลงานในลีกได้ไม่ดีแต่ก็มีรางวัลปลอบใจมาให้

จนกระทั่งในปี 2010 การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ลาซิโอ้ ได้ไปทาบทามให้ ดาวิเด้ บีลลาร์ดินี่ เข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทีมโดยการเข้ามาปีแรกของเขาสามารถพาทีมประสบความสำเร็จด้วยการได้ถ้วยแชมป์รายการ ซุปเปอร์ โคปปา อิตาเลี่ยน มาครองส่วนผลงานในลีกจบอันดับที่ 12 ของตาราง ผลงานของ ลาซิโอ้ ยังคงวนเวียนอยู่ในครึ่งบนของรายการ กัลโช่ เซเรียอา และมีการเข้ามาของกุนซือเปลี่ยนหน้าเป็นว่าเล่นแต่ที่เห็นความสำเร็จคือการเข้ามาของ อันโตนิโอ คันเดรว่า ที่แม้ว่าจะทำให้ทีมจบอยู่ในอันดับที่ 12 แต่ก็สามารถประครองให้ทีมเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ โคปา อิตาเลีย คัพ ได้สำเร็จและความสำเร็จในครั้งนี้เหมือนจะสร้างความสะใจให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมากเนื่องจากพวกเขาสามารถปราบ เอเอส โรม่า ทีมคู่ปรับตลอดกาลมาได้นั่นเอง หลังจากนั้นหลายปีต่อมา อินทรีย์ ฟ้า-ขาว ยังคงเป็นสุดยอดสโมสรฟุตบอลในกรุงโรมที่เกาะกลุ่มเล่นอยู่ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา มาโดยตลอดและมีนักเตะที่พวกเขาสร้างจนโด่งดังขึ้นมาหลายต่อหลายคนแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ลีกมาครองได้เนื่องจากการแข่งขันที่มีความยากมากขึ้นทีมใหญ่ใช้เงินลงทุนในการทุ่มซื้อนักเตะเกรด A เข้าทีมก็ถือว่ายังเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้พวกเขายังต้องตกเป็นรองเรื่องของความสำเร็จในระดับเกมลีก สูงสุด แต่รายการบอลถ้วยระดับประเทศพวกเขาก็ยังวนเวียนผ่านเข้าไปจนถึงรอบชิงเกือบจะตลอดแม้ว่าสุดท้ายหวยจะไม่ได้ออกมาเป็นพวกเขาได้ถ้วยแต่สิ่งหนึ่งก็ทำให้โลกฟุตบอลของชาวอิตาลีได้รู้ว่าหนึ่งในทีมจากอดีตที่เติบโตขึ้นมาด้วยปัญหาหลายทางไม่ว่าจะการเงินหรือการเข้า-ออกของนักเตะชื่อดัง ก็ยังสามารถสร้างความสำเร็จได้ ดังนั้นกีฬาก็ไม่ต่างอะไรจากครูชั้นดีที่จะเป็นตัวอย่างในการใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างเราๆที่คอยหาเช้ากินค่ำอย่ามองว่าปัญหาทุกอย่างมันจะผ่านไปไม่ได้แต่เราทุกคนต้องเข้าใจและค่อยๆหาวิธีเพื่อที่จะแก้ไขมัน เหมือนกับสโมสรฟุตบอลระดับตำนานอย่าง ลาซิโอ้ ( Updated : 27-4-2020 )

Top Goal Player