TDEDKICK.COM

นอริช ซิตี้

( Norwich City )


website : http://www.canaries.co.uk/
No. Name Type Join Out
1 ทิม ครูล ผู้เล่น 2018-07-24 -
8 มาริโอ วรานซิช ผู้เล่น 2017-07-01 -
27 อเล็กซานเดอร์ เท็ตเตย์ ผู้เล่น 2012-08-24 -
33 ไมเคิ่ล แม็คโกเวิร์น ผู้เล่น 2016-07-19 -
22 ตีมู ปุ๊กกี้ ผู้เล่น 2018-07-01 -
- ทิมม์ โคลเซ่ ผู้เล่น 2016-01-18 -
7 ลูคัส รุปป์ ผู้เล่น 2020-01-13 -
18 มาร์โก สตีเพอร์มันน์ ผู้เล่น 2017-08-06 -
23 เคนนี่ แม็คลีน ผู้เล่น 2018-01-22 -
yes เบน กิบสัน ผู้เล่น 2020-09-04 2021-05-31
5 แกรนท์ แฮนลี่ย์ ผู้เล่น 2017-08-30 -
- โมริตซ์ ไลท์เนอร์ ผู้เล่น 2018-07-01 -
25 โอเนล เอร์นานเดซ ผู้เล่น 2018-01-25 -
- ทอม ทรัยบูลล์ ผู้เล่น 2018-08-04 -
- ฟิลิป ไฮเซ่ ผู้เล่น 2019-01-31 -
- หลุยส์ ธอมป์สัน ผู้เล่น 2014-09-01 -
3 แซม ไบรัม ผู้เล่น 2019-07-16 -
9 จอร์แดน ฮูกิลล์ ผู้เล่น - -
16 ซาบี ควินตีย่า ผู้เล่น 2020-08-18 2021-06-30
6 คริสตอฟ ซิมเมอร์มันน์ ผู้เล่น 2017-07-01 -
10 คีแรน โดเวลล์ ผู้เล่น 2020-07-30 -
17 เอมิเลียโน่ บูเอนเดีย ผู้เล่น 2018-07-01 -
- Danel Sinani ผู้เล่น 2020-07-01 -
- ไซม่อน พาวเวอร์ ผู้เล่น 2018-01-03 -
19 จาค็อบ ซอเรนเซน ผู้เล่น 2020-07-27 -
- Akin Famewo ผู้เล่น 2019-01-29 -
14 ท็อดด์ แคนท์เวลล์ ผู้เล่น - -
35 อดัม ไอดาห์ ผู้เล่น 2017-07-21 -
- ดาเนียล ฟาล์เก้ โค้ช 2017-05-25 -
11 Przemyslaw Placheta ผู้เล่น 2020-07-27 -
20 Oliver Skipp ผู้เล่น 2020-08-17 2021-05-31
26 Bali Mumba ผู้เล่น 2020-07-27 -
2 แม็กซ์ อารอนส์ ผู้เล่น - -
- ซัม แมคคอลลัม ผู้เล่น 2020-01-31 -
- เมลวิน ซิตติ ผู้เล่น - -
- Jordan Thomas ผู้เล่น - -
24 Josh Martin ผู้เล่น - -
- Matthew Dennis ผู้เล่น 2020-07-28 -
Tournament Join Out
Club Friendlies 2019-12-31 2020-12-30
EFL Cup 2020-08-28 2021-03-01
Championship 2020-09-11 2021-05-08

ประวัติ : นอริช ซิตี้

นอริช ซิตี้ (Norwich City) ชื่อเต็ม (Norwich City Football Club) อยู่เมืองนอริช มณฑลนอร์ฟอล์ก ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 17 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1902 จากการรวมตัวของกลุ่มสมาชิกคาเฟ่ในตัวเมืองนอริช จนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ (Norwich City F.C.) ลงประเดิมแมตช์แรกกับ ฮาร์วิช แอนด์ ปาร์เกสตัน เอฟซี (Harwich & Parkeston F.C.) ในวันที่ 6 กันยายน ก่อนที่จะตัดสินใจลงแข่งขันในระดับภูมิภาคตอนปี ค.ศ. 1902-1903 แต่ด้วยเงื่นไขและกำหนดบางอย่างจากเอฟเอ (FA) ทำให้สโมสรหมดสิทธิ์ในการเข้าร่วมแข่งขัน แม้กระทั่งฟุตบอลลีกสมัครเล่นก็ยังไม่ได้ แล้วกลุ่มสมาชิกก็เริ่มคิดหาหนทางกับการเข้าไปร่วมแข่งขันในระดับอาชีพ ในปี ค.ศ. 1906 สโมสรได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในรายการเซาท์เทิร์นลีก ที่เป็นลีกกึ่งสมัครเล่นกึ่งอาชีพ พร้อมกับแฟนคลับที่ค่อยๆ มีเพิ่มขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1908 สโมสรได้ตัดสินใจย้ายออกจาก นิวมาร์เก็ต โร้ด (Newmarket Road) ไปอยู่ เดอะ เนสท์ (The Nest) ที่เป็นพื้นที่เหมืองหินปูนร้าง จากการที่ประธานสโมสรได้เพาะเลี้ยงนกชนิดหนึ่ง และได้ทำการเปลี่ยนแปลงชุดการแข่งขันมาเป็น สีเหลืองเขียว ดั่งฉายาที่มีชื่อว่า เดอะ คานารี่ส์ (The Canaries) หรือ “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” นั่นเอง ในปี ค.ศ. 1917 สโมสรตกอยาในสถานการณ์แตกแยกระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จากปัญหาหนี้สินพะรุพะรังมากมาย จนต้องยอมยกเลิกกิจการ เพื่อระดมทุนมาชดใช้หนี้สินในช่วงปลายปี พอก้าวเข้าสู่ปี ค.ศ. 1919 สโมสรก็ได้เปิดตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ จากการผลักดันของ ชาร์ลส์ เฟเดอริก วัตลิ่ง (Charles Frederick Watling) ที่ก้าวเข้าไปเป็นนายกเทศมนตรีเมืองนอริช แล้วพ่อของ เจฟฟรี่ย์ วัตลิ่ง ก็เข้ามาเป็นผู้บริหารสโมสร ช่วงปี ค.ศ. 1920 สโมสรเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกอย่างเป็นทางการ ในดิวิชั่น 3 ที่ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ตลอดช่วงเวลาที่ลงแข่งขันอยู่ในดิวิชั่น 3 ผลงานก็ขึ้นๆ ลงๆ ป้วนเปี้ยนอยู่ระหว่างอันดับที่ 8 ถึง 18

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1933 ภายใต้การทำทีมของ ทอม ปาร์คเกอร์ (Tom Parker) ก็ได้สร้างสถิติใหม่ให้กับสโมสรด้วยการถล่ม โคเวนทรี ซิตี้ ไป 10 ประตูต่อ 2 นับว่าเป็นผลการแข่งขันที่มากที่สุด ก่อนที่จะคว้าแชมป์ดิวิชั่น 3 ตอนใต้ ไปครอง พร้อมกับขยับขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 2 ในช่วงปี ค.ศ. 1935 สโมสรก็ประคับประคองจนจบในอันดับที่ 14 แล้วช่วงเวลานั้นสโมสรก็โดน เอฟเอ พิจารณาในเรื่องความพร้อมและความเหมาะสมกับการรองรับแฟนคลับในสนาม เดอะ เนสท์ ที่เพิ่มขึ้น โดยตอนแรกสโมสรตั้งใจจะปรับปรุงพัฒนาสนามใหม่ แต่ท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยการย้ายไปใช้สนาม แคร์โรว์ โร้ด (Carrow Road) แทน ในปี ค.ศ. 1939 สโมสรทำได้ดีที่สุดด้วยการจบในอันดับที่ 11 และสุดท้ายก็ต้องหล่นร่วงไปเล่นดิวิชั่น 3 หลังจากมีแต้มเท่ากับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ แต่ลูกได้เสียเป็นรอง ในช่วงปี ค.ศ. 1939-1940 ออกสตาร์ทต้นฤดูกาลได้เพียง 3 เกมเท่านั้น ฟุตบอลลีกก็หยุดชะงักลง จากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พอผ่านพ้นสงครามโลกไปสโมสรกลับทำผลงานได้ย่ำแย่จนจ่มอยู่รองบ๊วยตาราง และในปีนั้นก็ทำเรื่องสมัครเข้าร่วมแข่งขันใหม่ และแล้วก็โชคดีที่ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษให้แข่งขันต่อ ในช่วงปี ค.ศ. 1948 ก็จบทรงเหมือนเดิม จบท้ายตารางทำเรื่องขอแข่งขันใหม่อีก จนมาถึงปี ค.ศ. 1951 สโมสรก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้ด้วยการจบในอันดับที่ 2 ภายใต้การคุมทีมของ นอร์แมน โลว์ (Norman Low) แต่ก็ยังไม่ดีพอที่ทางสนามคมฟุตบอลอังกฤษจะรองรับให้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 2 ทุกอย่างเหมือนจะอยู่ในวังวนเดิม เพราะสโมสรทำผลงานได้ไม่สม่ำเสมอ จนในที่สุดในปี ค.ศ. 1960 สโมสรก็สามารถเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 2 ได้ จากการคว้าตำแหน่งรองจ่าฝูง กลับมาครั้งนี้สโมสรสร้างผลงานได้สวยหรูด้วยการจบในอันดับที่ 4

ถึงแม้ปีต่อมาผลงานของสโมสรตกดรอปลงไป แต่ภายใต้การคุมทีมของ รอน แอชแมน (Ron Ashman) ก็ช่วยให้สโมสรกลับมาคว้าแชมป์โทรฟี่ระดับเมเจอร์ใบแรกได้สำเร็จ จากการเอาชนะ โรชเดล ในรอบชิงชนะเลิศลีกคัพ ด้วยสกอร์รวม 4-0 ในระบบแข่งขันเหย้าเยือน หลังจากวนเวียนอยู่กลางตารางมาหลายปี ในที่สุดการทำทีมของ รอน ซอนเดอร์ส (Ron Saunders) ในระยะเวลา 3 ปี ก็พาสโมสรขึ้นสู่ลีกสูงสุดของประเทศได้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1973 ช่วงปีต่อมาหวุดหวิดเกือบจะตกชั้น แต่ก็ยังประคองตัวอยู่ได้ หลังจากนั้นสโมสรก็ตกชั้น เลื่อนชั้น อยู่เรื่อยๆ จนมาถึงยุคของ ไนเจล เวิร์ทธิงตัน (Nigel Worthington) ก็พาสโมสรกลับคืนสู่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 จากการคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ไปครองด้วยการนำห่าง เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ถึง 8 คะแนน ในปี ค.ศ. 2004 แต่ก็อยู่ได้เพียงปีเดียวก็ตกชั้นมาอีก ถึงแม้จะปรับเปลี่ยนผู้จัดการทีมหลายคนทั้ง ปีเตอร์ แกรนท์ (Peter Grant), เกล็นน์ โรเดอร์ (Glenn Roeder) จนมาถึง ไบรอัน กันน์ (Bryan Gunn) แต่สุดท้ายแล้วสถานการณ์ของสโมสรก็ยังเลวร้ายเหมือนเดิมจนร่วงสู่ ลีกวัน ในปี ค.ศ. 2008-2009 ในปีต่อมาสโมสรได้แต่งตั้ง พอล แลมเบิร์ต (Paul Lambert) เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ ก่อนที่จะพาสโมสรคว้าแชมป์ลีกวัน และเลื่อนชั้นได้สำเร็จ ช่วงปี ค.ศ. 2011 พอล แลมเบิร์ต ยังพาลูกทีมระเบิดฟอร์มเก่งอย่างต่อเนื่องจนจบในอันดับที่ 2 กลายเป็นสถิติทะยานจากลีกดิวิชั่น 3 ขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดได้ในระยะเวลา 3 ปี เหมือนกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำได้ในปี ค.ศ. 2000 ในช่วงปี ค.ศ. 2012 จบในอันดับที่ 12 แล้ว พอล แลมเบิร์ต ก็อำลาจากสโมสรไปคุม แอสตัน วิลล่า ต่อ และได้แต่งตั้ง คริส ฮิวจ์ตัน (Chris Hughton) เข้ามาคุมแทน แม้ว่าผลงานในปี ค.ศ. 2013 จะไม่ได้ดีนัก แต่ก็สามารถจบในอันดับที่ 11 ได้

พอถึงปี ค.ศ. 2014 สโมสรก็ต้องตกชั้นอีกครั้งหลังจบในอันดับที่ 18 ทำให้สโมสรดึงตัว อเล็กซ์ นีล (Alex Neil) เข้ามาคุมทน นีล อดัมส์ (Neil Adams) และในช่วงปี ค.ศ. 2015 ก็พัฒนาทีมได้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังเท้า จนในที่สุดสามารถคว้าอันดับที่ 2 ไปครอง พร้อมกับได้สิทธิเพลย์ออฟเลื่อนชั้น แล้วก็ทำได้ตามเป้า เพราะเอาชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ ไป 2 ประตูต่อ 0 คว้าตั๋วในสุดท้ายไปได้สำเร็จ แต่แล้วก็อยู่ได้ไม่นานหลังจากจบอันดับรองบ๊วยในปี ค.ศ. 2015-2016 ในช่วงปีถัดมา อเล็กซ์ นีล ถูกปลดกลางคัน และก็ได้ดึง อลัน เออร์วิน (Alan Irvine) เข้ามาช่วยสโมสรจนพาจบในอันดับที่ 8 ต่อมาในปี ค.ศ. 2018 สโมสรได้ประกาศแต่งตั้ง ดาเนียล ฟาล์เก้ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ แล้ว ดาเนี่ยล ฟาร์เค่ ก็กลายเป็นกุนซือต่างชาติคนแรกที่เข้ามาทำทีม ก่อนที่จะพาสโมสรจบซีซั่นด้วยอันดับที่ 14 แล้วในปีต่อมาก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสรใหม่อีกครั้ง หลังจากก้าวขึ้นสู่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ ส่วนคู่ปรับสำคัญตลอดกาลของนอริช คือ อิปสวิช ทาวน์ ในการแข่งขันแต่ละครั้งก็ถูกเรียกว่า อีสต์ แองเกลีย ดาร์บี้ (East Anglian derby) หรือเรียกติดปากกันว่า “โอลด์ ฟาร์ม ดาร์บี้” (Old Farm Derby) ซึ่งมาจากการล้อเลียนของสโมสรยักษ์ใหญ่ของสกอตแลนด์ระหว่างเรนเจอร์กับเซลติก แล้วปัจจุบัน นอริช ซิตี้ ก็ยังอยู่ภายใต้การคุมทีมของ ดาเนียล ฟาล์เก้ (Daniel Farke)

สโมสรมีขนาดเล็ก ส่วนใหญ่ที่จะเฉิดฉายอยู่ลีกรองมากกว่าลีกสูงสุดของประเทศ เลยทำให้ช่วงระยะเวลาการแข่งขันบนเวที พรีเมียร์ลีกนั้นน้อยมาก เกียรติประวัติแชมป์ทั้งหมดของ นอริช ซิตี้ หรือ “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” : ระดับประเทศ แชมป์ดิวิชั่น 2 หรือ แชมป์แชมเปี้ยนชิพ (4 สมัย), แชมป์ลีกวัน (2 สมัย), แชมป์อีเอฟแอลคัพ หรือ แชมป์คาราบาวคัพ (2 สมัย), แชมป์ดิวิชั่น 3 ตอนใต้ (1 สมัย) ( Updated : 15-4-2020 )

Top Goal Player